คลังเก็บหมวดหมู่: Technology & Gadgets

New Mac Pro – Supremacy

Mac Pro ตัวใหม่หลาย ๆ คนเห็นแล้วอยากได้กัน ส่วนตัวผมเห็นตอนเปิดตัวใน WWDC แล้วก็ โอ้ ทำไงได้ว่ะ จากเดิมที่เป็น tower ใหญ่ๆ กลับย่อเหลือขนาดเท่ากระติกน้ำ ดีไซน์ภายในใหม่หมด แถมเสป็คก็แรงขึ้นกว่าเดิม คิดว่าเจ้าตัวนี้แหละเป็นนวัตกรรมของ desktop และ workstation แห่งปีเลยก็ว่าได้

แต่ประเด็นก็คือคลิปที่ Apple เอาไว้เปิดตัวนั้น มีเพลงประกอบเป็นเพลงของ Muse ที่ชื่อว่า Supremacy (อังกฤษ: the position of being the best ไทย: มไหศวรรย์, ความยิ่งใหญ่) เป็นเพลงในอัลบั้ม The 2nd Law ซาว์นด์เพลงมีความเป็น 007 อยู่มาก และมีข่าวลือว่าเพลงนี้จะได้เพลงประกอบใน Skyfall แต่คนทำเอา Adele ไปก่อน ซึ่งคิดว่าเขาเลือก Adele ก็ถูกแล้ว เพราะเพลงของนางเข้ากับหนังมากกว่า Supremacy ที่แต่อย่างไรก็ตามผมโคตรจะชอบเพลงนี้มาก ๆ แถมที่แอปเปิลเลือกเพลงนี้ก็คงไม่มีอะไรมากนอกจากซาว์นด์ที่เจ๋งและชื่องเพลงที่บ่งบอกถึงการกลับมาของ Mac Pro (แต่เนื้อเพลงเป็นการทำลายอำนาจ) ถ้าเป็นคนที่ต้องใช้งานถึงขั้น Mac Pro คงอาจจะต้องซื้อ เพราะตอนซื้อ MacBook ก็โดนสะกดจิตด้วยตา Ive และเพลง Life in Technicolor ของ Coleplay มาแล้ว

One Day with AIS 3G 2100 Mhz

พอดีเป็นพวกแรกที่มีโอกาสได้ใช้ AIS 3G ตัวใหม่บนคลื่น 2100 Mhz ที่ประมูลมาได้ ก็เลยเก็บภาพที่ทดสอบความเร็วแบบมาให้ดู โดยชื่อคลื่นจะเป็น 52003 ไปก่อน ต้องรอถึงวันเปิดอย่างเป็นทางการถึงจะเป็น AIS 3G ซึ่งก็น่าจะเร็วๆ นี้แหละ

ภาพแรก ก็คือที่บ้านอยู่แถวฝั่งธน โดยที่บ้านจะเป็นเขตอับสัญญาณของมือถือทุกค่ายอยู่แล้ว ความแรงของสัญญาณใหม่ก็เหมือนกับคลื่นเดิม ความเร็วขาดาวน์โหลดก็พอไปวัดไปวาได้ แต่ขาอัปโหลดเลวเหมือนเดิม

ภาพสอง อยู่ที่ทำงานซึ่งเป็นตึกสูง แถวเซ็นทรัลพระราม ๓ และตรงนี้เป็นหลุมดำของสัญญาณมือถือทุกค่าย (เลวร้ายกว่าที่บ้าน) เวลาจะโทรก็ต้องไปออกคุยที่ระเบียงโล่งๆ ความเร็วดาวน์โหลดและอัปโหลดถ้าดูแล้วอาจจะเข้าขั้นเลว แต่มันเอาไว้ท่องเว็บได้จากที่แต่ก่อนแทบไม่ได้เลย แถมความเร็วก็เท่าๆ กับ TrueMove H ของพี่ที่ทำงาน ตรงนี้น่าจะสอบผ่าน

ภาพสาม ตรงที่กินข้าวห่างจากออฟฟิศประมาณ 200 เมตร ตรงจุดนี้สำคัญที่สุดวัดความเป็นความตายกันเลยทีเดียว เพราะเป็นจุดๆ เดียวที่จำเป็นจะต้องใช้เน็ตจากคลื่นโทรศัพท์ เพราะที่บ้านและที่ทำงานมี wifi ให้อยู่แล้ว ผลที่ได้ก็โอเค พอใช้เช็คเมล เล่น facebook ได้ ความเร็วก็เป็นไปตามรูป

สรุปแบบลวก ๆ ได้ว่า จากที่คลื่นเก่าเข้าขั้นแย่จนถึงอัปปรีย์ (คงไม่แรงนัก ถ้าจะใช้คำนี้ในสภาวะปัจจุบัน) ก็กลับมาสู่ในสถานะที่ใช้งานได้ แต่ก็ต้องดูกันอีกยาวๆ มันอาจจะใช้ได้เพราะคนใช้งานยังไม่เยอะ หรือมันไม่เร็วเพราะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วล่ะ

Facebook Timeline = คุณเคย”ทำไร”มาบ้าง

ใกล้ๆ นี้ใน Facebook เราจะได้ของเล่นใหม่ที่ชื่อว่า Timeline ขอเรียกสั้นๆ ว่า ทำไร เพราะมันตรงกับจุดประสงค์ของมันพอดี ถ้าจะให้สรุปย่อๆ มันก็คือหน้าโพรไฟล์ของเราแบบใหม่ที่ดึงเอาทุกๆ โพสต์ที่เราเคยโพสต์ไว้ตั้งแต่อดีตตอนสมัครใหม่ๆ จนถึงปัจจุบันอันล่าสุดและสามารถไล่ดูเป็นรายปีกันได้ แถมยังไม่พอเราสามารถลงรายละเอียดเพิ่มเติมระหว่างปีลงไปได้ด้วย

แน่นอนว่าอย่าง ทำไร คงไม่ต่างกับ Ticker นั้นก็คือปิดไม่ได้ ถ้าใครกลัวปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งยวดก็แนะนำให้เลิกเล่น Facebook ซะ (เว็บนี้ไม่มีคำว่าเป็นส่วนตัวอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว) แต่ถ้าคนที่ซีเรียสน้อยหน่อยและอยากซ่อนบางอย่างไว้ ก็ควรจัดการตั้งแต่เน่ิ่นๆ เสร็จด้วยการชิงใช้​ Timeline ไปจัดการข้อมูลของเราให้เสร็จก่อนวันที่ 22 ธันวานี้ (วันดีเดย์ที่ Facebook จะปล่อยใช้ Timeline ทั่วโลก) ให้เข้าไปที่ Introducing Timeline จะเห็นปุ่มเขียวที่เขียนว่า Get Timeline คลิกซะ(ถ้าไม่มีลองไปหน้าโพรไฟล์ดูเผื่อมันมาแล้ว) มันก็จะโผล่ไปหน้าโพรไฟล์ของเรา ก็จัดการข้อมูล(เพิ่ม/ลบ/ซ่อน/ เปลี่ยนแปลง)ของเราซะให้เรียบร้อย จะไม่แนะนำอะไรมากจะแนะแค่วิธีการซ่อน ที่เหลือก็ไปลองเล่นกันเอาเอง

วิธีซ่อนโพสต์ก็ง่ายๆ ให้คลิกที่โพสต์ที่ต้องการจะซ่อนไม่ให้(แฟน/คนรัก/คู่สมรส)รู้ แล้วก็จัดการไปเลยตามรูป แต่ถ้าจะลบไปถาวรก็เลื่อนลงล่างไปที่ Delete post

ปล. ความลับไม่มีในโลก Facebook นะจ่ะ สักวันนึง Facebook อาจจะออกฟีเจอร์ใหม่ที่ขุดประวัติได้ลึกกว่า ทำไร ก็เป็นได้

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง

Sygic: Mobile GPS Navigation on Sale!

Sygic

ตอนเช้ามี notification จาก Appshoper ว่า Mobile Maps Southeast Asia GPS Navigation by Sygic เรียกย่อๆ ว่า Sygic กำลังลดราคาอยู่ ในใจก็คิดว่ามันคงลดไม่เท่าไหร่หรอกมั้ง เพราะเท่าที่เคยดูประวัติแล้วมันก็ไม่เคยลดต่ำกว่า 45$ อยู่แล้ว ก็เลยไปเปิดดูก็หวังในใจว่าปล่อยฟรีเถอะ แต่เมื่อเปิดดูแล้วถึงมันไม่ปล่อยฟรีแต่ราคาก็แอบทำให้ช็อคเล็กๆ เหมือนกันเพราะมันลดมาอยู่ที่ 10$ => 320 บาท ก็เลยกดซื้ออย่างไม่ลังเล เพราะ rating ใน iTunes App Store มีคนโหวตให้เยอะตั้ง 100 กว่าคนแถมค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5/5 ถือว่าไม่ขี้เหร่นัก

ตัว Sygic นี้มีทุกอย่างเทียบเท่า GPS navigation ตัว Windows Mobile 6 ที่เคยแตะๆ มา ทั้งเสียงและ ui ไทย, turn by turn navigation และ POI แถมแอพฯ ถูกลิขสิทธิ์มันก็อัพเดตได้ตลอดอยู่แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอต่อราคา 300 กว่าๆ ที่เสียไป คราวนี้ชีวิตการขับรถก็ไม่มีคำว่าหลงแล้ว เหลือแต่คำว่าถึงช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

ปล. ผู้ผลิดเขียนบอกว่า WEEKEND SALE! คิดว่าหมดเสาร์-อาทิตย์นี้ราคาก็กลับไปเหมือนเดิมแล้ว

อ่านเพิ่มเติม

TweetButton for WordPress

คิดว่าหลังจากออกข่าวนี้ออกไม่นาน(BN:17988) มันต้องมี plugin ออกมาแน่ๆ แล้วก็เป็นไปตามคาดไม่ถึงวันมันก็ออกมาแล้วสำหรับ plugin ของ WordPress ตัวนี้ TweetButton

ปรับแต่งได้ขนาดไหน ดูตาม screenshot ข้างล่าง

อ่านเพิ่มเติม

Death Grip Tested on 7 Smartphones

คนที่ดู presentation ของ Jobs คงได้เห็นว่ามีการเอามือถือตัวอื่นมาโชว์สัญญาณหดด้วย คราวนี้ตา Jon Rettinger (ผู้ก่อตั้งร่วม และพิธีกร TechnoBuffalo)ได้ทดสอบมือถือที่แกมีอยู่ในรายการมาทดสอบ death grip สำหรับคนที่ขี้เกียจดู สรุปเอาได้ว่า

  • มือถือของ HTC (รวมถึง Nexus One) กับ Motorola แทบจะไม่มีปัญหาเรื่องสัญญาหายเลย
  • iPhone 3Gs, 4 และ Samsung มีปัญหาเรื่องสัญญาณหาย ในกรณีของ Samsung มันเป็นเฉพาะมือขวาด้วย
  • มือถือที่สัญญาณหาย ล้วนแต่ใช้เครือข่าย AT&T

สรุปว่าถ้าจะซื้อ iPhone 4 หรือ Samsung Galaxy S ก็ต้องลองจับดูก่อนว่าสัญญาณหายหรือเปล่า (ตา @kengggg ไปจับมาแล้ว สัญญาณไม่หาย) คาดว่าเป็นเฉพาะเครื่อง แต่บ้านเราคงหายยากเนื่องจากยังใช้ 2G อยู่เป็นช่วงคลื่นสั้นกว่า 3G ความแรงของสัญญาณเลยไปได้ไกลกว่า (มั้ง? ตามที่เคยเรียนวิทย์มา) แต่ถ้า 3G มาแล้วก็คงต้องทดสอบก่อนซื้อ

My Next Phone Proposal

iPhone and Android (by compscigrad)
iPhone and Android (by compscigrad)

หลายวันก่อนมีเขียนเรื่อง AIS Micro SIM แถมตอนนี้ก็มีโครงการจะถอยมือถือใหม่ แต่ก่อนจะเข้าเรื่อง ลองมาย้อนประวัติมือถือที่ผมใช้กันก่อนดีกว่า

  1. Nokia 2100: เป็นมือถือเครื่องแรก แต่ไม่ได้ซื้อเองอันนี้อาให้มา เป็นของมรดกตกทอด
  2. Motorola E398: จำไม่ได้ว่าตัว 2100 เป็นอะไร ถึงต้องตัดสินใจซื้อ E398 ตัวนี้มา จำได้ว่าอยู่ดีพอก็พอไปซื้อ เดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ ก็ได้ตัวนี้มาโดยไม่ศึกษาอะไรมาก่อน
  3. Motorola RAZR V31i: E398 ใช้มานานแล้ว แบตเริ่มเสื่อม แถมมันชาร์จไม่ค่อยเข้าเท่าไหร่ คาดว่าน่าจะเกิดจากขั้วสัมผัสที่ไม่ค่อยดี พอดีไปเห็น V3i ของอาที่ไม่ได้ใช้ก็เลยไปขอมา โดยหารู้ไหมว่า ที่เขาไม่ใช้ก็เพราเขาไปโดนน้ำ ทำให้ keypad ที่เป็นโลหะไปนั้นมีสนิม
  4. Nokia N72: หลังจากประสบปัญหาเรื่องสนิมของ V3i กำลังตัดสินใจอยู่สองอย่างคือเปลี่ยน keypad กับ หามือถือเครื่องใหม่ ผลสุดท้ายก็ไปหามือถือเครื่องใหม่แต่ไม่ได้ซื้อเอง แต่เป็นของอาสะใภ้ ปัญหาของ N72 มีอยู่อย่างเดียวคือ มันเป็นสีชมพู ส่วนอื่นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่
  5. Sony Ericsson P990i: ตัว N72 ใช้ไปสักพักใหญ่มันไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ อืดๆ เอ๋อเหรอในบางช่วง พอดีเห็นอาอีกคนซื้อ iPhone 3Gs มา แล้วก็ไม่ได้ใช้ P990i ก็เลยขอมา มือถือตัวนี้จัดได้ว่าเป็น smartphone ตัวแรกที่ได้ใช้จริงๆจังๆ ใช้ระบบปฏิบัติการ UIQ แต่ใช้ไปใช้มา touchscreen ของตัวนี้เสีย ก็เลยต้องย้อนกลับไปใช้ N72 เหมือนเดิม

จะเห็นได้ว่ามือถือที่มีครอบครองส่วนใหญ่ไปขอคนอื่นมาเกือบหมด และใช้อย่างสมบุกสมบัน ใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ แบบที่ถือมันต้องเจ๊งหรือหายแน่ๆ แต่มันก็ไม่เคยหายสักที เคยทำ V3i ตกในรถทัวร์ (อันนี้ไม่รู้ตัวนะ) คุณเพื่อนก็อุตส่าห์เจอแล้วเก็บขึ้นมาให้

ตอนนี้ก็น่าจะถึงเวลาที่จะต้องเก็บเกี่ยวมือถือใหม่(ที่ซื้อเองเป็นครั้งแรก)แล้ว เพราะว่าตัว N72 ตัวนี้เก่าไป และกำลังร่อแร่เต็มที่ด้วยอาการป่วยต่างๆ นาๆ ก็เลยต้องมาเขียน proposal ไว้ก่อนว่ามือถือตัวต่อไปของตัวเองต้องเป็นอย่างไร

เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือมือถือเครื่องต่อไปต้องเป็น smartphone เท่านั้น เนื่องจากใช้ iPod Touch อยู่และเห็นความสำคัญเรื่องการมี OS และ Store เพราะฉะนั้นในที่นี่จะพูดถึงระบบปฏิบัติการสองตัวคือ Android กับ iOS (ไม่นับ WP7 เพราะมันนานเกิน) ปัจจัยพื้นฐานสำหรับตัวผมเองก็ต้องมี

  • บาง: เจ้า P990i กับ N72 จัดเป็นมือถือที่มีความหนามากๆ (> 20 mm) พกใส่กางเกงทีไหรมันจะตุงออกมาทุกที มือถือตัวต่อไปต้องบางประมาณ iPod Touch หรือห้ามหนาเกิน 15 mm
  • ภาษา: มือถือตัวต่อไปต้องรองรับหลายภาษา(โดยเฉพาะ ไทย) โชคดีที่ Android กับ iOS ทำได้หมดแล้ว แต่ iOS มีภาษีดีกว่าเพราะมีคีย์ไทยให้มาตั้งแต่เปิดเครื่อง
  • คีย์บอร์ด: ตอนใช้ V3i ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหรอก (เพราะมันเป็นฝาพับ) แต่พอมาใช้สองตัวหลังนี้สิ ลืมล็อคปุ่มทุกที โทรออกหาคนอื่นไม่รู้กี่คนต่อกี่คนแล่้ว มือถือตัวต่อไป คีย์ต้องไม่โผล่ให้เผลอกดได้เองตอนใส่กระเป๋ากางเกง (อารมณ์ประมาณ Milestone ที่ต้องสไลด์คีย์บอร์ดขึ้นมากด) หรือไม่ก็เป็น virtual keyboard ไปเลย จะได้ตัดปัญหาพวกนี้
  • มีการอัพเดตสม่ำเสมอ: ตัว OS ต้องมีการอัพเดตประจำ ในเรื่องความง่ายต้องยกให้ iOS แต่เรื่องความหลากหลายของ ROM ต้องยกให้ Android แต่เทไปให้ iOS หน่อยนิดนึง เพราะความง่าย กดอัพเดตคลิกเดียวเสร็จ ขี้เกียจมานั่ง root หรือรอให้ผู้ผลิตปล่อยตัวอัพเดตมาให้ เพราะขนาดตัว iPod Touch ยังไม่ jail เลย
  • มี GPS: เกิดในกรุงเทพก็จริง แต่เป็นคนฝั่งธนฯ เวลาไปฝั่งพระนครก็มันจะหลงทางประจำ ดีที่สองนี้ OS รองรับเรื่อง GPS ค่อนข้างดี  เหลือแค่ hardware ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ในด้านแอพฯ Android เจ๋งกว่าเพราะมี Google Maps Navigation ด้วย แถมฟรีตามสไตล์ Google แต่ก็ติดอยู่ที่ยังใช้นอก US ไม่ได้
  • วัสดุ: ตั้งแต่ใช้ MacBook มาก็เป็นคนรักษาของขึ้นจากเดิมที่เคยทำอะไรรุนแรงก็กลับเป็นอ่อนโยน แต่สันดานเดิมไม่เคยจางหาย รุนแรงบ้างเป็นบางเวลาโดยเฉพาะตอนหงุดหงิด แถมอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ตลอด เพราะฉะนั้นวัสดุไม่ควรเปราะจนเกินไป ต้องพร้อมตกได้ทุกเมื่อ วัสดุควรเป็นรอยนิ้วมือยาก เพราะขี้เกียนมานั่งเช็ด (ถ้า case หาง่ายและสวยจะสนใจเป็นพิเศษ)
  • ความเร็ว: อย่าให้ช้ากว่า iPod Touch 3rd Genaration ก็เป็นพอ
  • กล้องและวิดีโอ: ถ้าคนที่อยู่ในวงการกล้องมาสักพักแล้วจะรู้ว่า Mega Pixels มันเป็นแค่คำโฆษณา (แนะนำให้ฟัง Digital Camera Image Sensor 101 ของคุณ Rawitat) ไม่ขออะไรมาก ขอให้ถ่ายรูปฟัาให้ชัดอย่างรูปนี้ก็เพียงพอแล้ว (ถ่ายด้วย EVO 4G) ถ้ารูปถ่ายทำออกมาได้ดี คิดว่าการถ่ายวิดีโอคงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนรูปตัวอย่างคงไม่ต้องหาที่ไหนไกล Camera Finder ใน Flickr ก็เพียงพอสำหรับรูปตัวอย่างแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ ฯลฯ มันมี iPod Touch มารองรับอยู่แล้ว ก็เลยตัดเรื่องพวกนี้ออกจากสารบบได้เลย ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไป ยังไม่ฟันธงและตัดสินใจว่าเป็นตัวไหน แต่ก็คิดว่าคงอีกไม่นานมากนัก

AIS Micro SIM

AIS Micro SIM
AIS Micro SIM

เนื่องด้วย SIM อันเก่านั้นเป็น full-size SIM ที่เก่าโคตรๆ ใช้กับมือถือหลายเครื่อง มันก็ชอบแจ้งเตือนว่า SIM หายอยู่เรื่อย ทั้งที่มันยังอยู่ในเครื่อง คาดว่าหน้าสัมผัสตรงแผ่นทองเหลืองน่าจะใกล้ไปแล้ว

วันนี้ก็เลยลองเข้า AIS Shop ดู ตอนแรกก็กะจะเปลี่ยนเป็นซิมธรรมดา แต่พอถามพนักงานว่ามี Micro SIM หรือเปล่า และเปลี่ยนฟรีไหม? พนักงานก็ตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ฟรีครับ จะเอาเลยหรือเปล่า?” แหม! ถามงี้อุตส่าห์เปลี่ยนทั้งที่ก็ต้องขอเอาอันที่ใหม่ล่าสุดเสียหน่อย เผื่ออนาคตจะได้เอาไปใส่ iPad หรือ iPhone 4 บ้างอะไรบ้าง (ทั้งที่ตัวเองใช้ N72 อยู่เลย) ก็เลยให้พนักงานจัดการโอนซิมให้เรียบร้อย แค่ 10 นาทีก็เดินออกจาก Shop ได้แล้ว พอเปิด N72 ปุ๊บก็ใช้ได้เหมือนปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง(backwards compatibility)

ป.ล. แต่น่าสังเกตอยู่หน่อยว่าเราหักตรงส่วนที่เป็น Micro SIM แล้ว เราควรจะเก็บเปลือกนอกไว้ด้วย เราจะได้ย้อนกลับมาใช้เป็น Mini SIM กับโทรศัพท์ทั่วไปได้เหมือนเก่า