Looper: เพราะชีวิตมันเป็นของเรา

ลานประหารที่ Looper ต้องมาทำงาน

ลานประหารที่ Looper ต้องมาทำงาน

ชื่อไทย: ทะลุเวลา อึดล่าอึด

ในอนาคตปี 207X มนุษยชาติก็คิดค้นการเดินทางข้ามผ่านกาลเวลา (Time Travel) ได้แล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักและมักถูกใช้โดยแก็งค์อาชญกรรมระดับสูง ซึ่งการฆ่าคนในยุดนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลยเพราะทุกคนมีเครื่องติดตามตัวอยู่ ทางแก็งค์ก็เลยใช้การข้ามเวลามาใช้ให้เป็นประโยชน์เลยส่งตัวคนที่จะฆ่ากลับมาในโลกอดีต 30 ปีก่อนเพื่อให้นักฆ่า (Looper) มาจัดการพร้อมกับรับค่าจ้างที่ติดมากับนักโทษ Joe (Joseph Gordon-Levitt) ก็เป็นหนึ่งใน looper ด้วยแต่เรื่องราวมันแปลกประหลาดตรงที่ตัวเขาในอนาคต (Bruce Willis) ก็มายังลานประหารด้วยเหมือนกัน ทั้งที่เขาไม่ได้ร้องขอให้หยุด loop เพื่อเงินทองที่เพิ่มขึ้น…

ชอบ

  • ตั้งแต่ตัวในปัจจุบันกับอนาคตเจอกันที่จินตนาการไว้ก็ผิดคาด บทมันแบบเออว่ะ มันเป็นยังงี้ก็ได้นี้หว่า สมเหตุสมผลดี
  • มุขตลกแบบซีเรียสก็ฮาแตกจริงจัง

ไม่ชอบ

  • การกระทำบางอย่างที่ส่งผลต่อตัวละครในอนาคต บางครั้งหนังมันก็ดูไม่ฉลาดเท่าไหร่ ไม่สมเหตุสมผล สู้ทำอีกอย่างหนึ่งมันจะง่ายกว่าหรือเปล่า?

อยากจะเล่า

  • เป็นหนังที่ดูจบแล้วต้องมาคิดแบบว่า ถ้าเราทำแบบนี้ตัวเราอนาคตจะเสียใจหรือเปล่า? ช่วยให้เตือนสติให้เราคิดก่อนกระทำอะไรสักอย่าง
  • วิธีการเสพยาแบบในหนังมันค่อนข้างทุลักทุเลไปหน่อยนะ
  • รู้ว่าผกก. ต้องการความสมจริงเลยต้องแต่งหน้า Joseph ให้เข้ากับ Willis แต่มันก็ไม่ใช่เท่าไหร่อ่ะ

น่าดูไหม? ถ้าคิดว่าจะมาดูเพราะเห็นปู่ Willis เล่นคู่กับ Joseph ก็อย่าคิดว่ามันเป็นหนังแอ็คชั่นบ้าระห่ำ บทบู๊ก็แค่ธรรมดาๆ ดิบๆ เท่านั้น แต่เรื่องนี้มันเน้นความเป็น science fiction กับ thriller ที่ค่อนข้างลงตัวและดีมากเรื่องหนึ่ง (แต่อย่าคาดหวังว่าจะเลิศหรูแบบ Inception) แถมได้กลิ่นอายความเป็นหนังพลังจิตอย่าง x-men ติดมาเยอะด้วย
Read More

Advertisements

The Raid: Redemption – ออกจากตึกให้ได้ถ้านายแน่จริง

ผู้ชนะเท่านั้นที่จะรอด!

ผู้ชนะเท่านั้นที่จะรอด!

ชื่อไทย: ฉะ! ทะลุตึกนรก

ณ เช้าวันหนึ่งวันนั้น หน่วย SWAT ของตำรวจอินโดนิเซีย 20 นายได้ถูกเกณฑ์เข้าไปจับหัวหน้านักค้ายา เสพติด Tama Riyada ณ ตึกๆ หนึ่งที่ไม่ห่างไกลจากถนนใหญ่มากนัก แต่ทว่าตึกนั้นมีแต่พวกขี้ยา มือปืน นักฆ่า ฯลฯ ที่แทบจะเรียกได้ว่าศูนย์รวมแห่งความชั่วร้ายก็เป็นได้ คนที่เข้าไปกี่คนๆ ก็ไม่เคยกลับออกมาได้เลย หน่วย SWAT กะที่จะย่องเข้าไปจับ Tama กันอย่างเงียบๆ แต่ชีวิตก็ไม่ได้อย่างฝันเมื่อ Tama ดันรู้ตัว เหตุการณ์ที่น่าจะง่ายกับกลายเป็นยากมหาหินเมื่อหน่วย SWAT ถูกต้อนให้อยู่ในตึกๆ หนึ่งเหมือนหนูที่อยู่ในกรงที่เต็มไปด้วยขี้ยาและอาชญากรมืออาชีพ

ชอบ

  • โปรดัคชั่นค่อนข้างดี ไม่ไก่กา ถึงขั้นดีมากด้วยซ้ำ มีฉากให้ลุ้นอยู่ตลอดเวลา ฉากบู๊ก็โหดและสมจริง
  • เนื้อเรื่องก็แค่เข้าแล้วก็หาทางออกให้ได้แต่ภายในก็มีประเด็นดราม่าเช่น การหักหลัง ฯลฯ เลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เดินหน้าเตะอย่างเดียวเหมือนหนังบู๊ไทยบ้างเรื่อง
  • ฝ่ายตำรวจก็ไม่ได้เก่งเว่อร์เลย (บู๊เก่งแค่ 2-3 คน) ฝ่ายร้ายมีการปูเรื่องความโหดร้ายทารุณอย่างเต็มที่มาตั้งแต่ต้นเรื่อง เลยทำให้พวกตำรวจแทบจะสิ้นหวังไปเลยเมื่อเกิดเหตุการณ์ปิดตึกฆ่า

ไม่ชอบ

  • ขัดใจตรงพวกลูกกระจ๊อกไม่ได้ถูกจัดการฆ่าจริงๆ ทั้งที่มันเกี่ยวกับความเป็นความตายของตัวเอง เลยทำให้ความสมจริงดร็อปลงไปหน่อย

น่าดูไหม? เทียบกับหนังบู๊ไทยอย่างพวกองค์บากหรือต้มยำกุ้งได้เลย ในเรื่องตัวบทอาจจะดีกว่าสองเรื่องแรกเสียด้วยซ้ำ ฉากบู๊ก็ประเคนมาให้ลุ้นตลอดเวลา แต่หนังประเภทบู๊-อาชญากรรมยังยกให้ SPL: Sha Po Lang เป็นอันดับหนึ่งอยู่

ปล. หนังบู๊เรื่องนี้สัญชาติอินโดนิเซียนะจ่ะ

Read More

My Thought on the New Thai Transliteration

เห็นกระแสข่าวเรื่องการเสนอการถอดคำ(transliteration)แบบใหม่ของราชบัณฑิตยสถานแล้ว แต่ก็มีแรงต้านจนต้องงดแก้ลงไปพจนานุกรมปี 54 ก็เลยขอพ่น(บ่น)ความคิดของตัวเองขึ้นบน facebook แล้วแต่ยังไงก็ขอบันทึกเก็บไว้บนบล็อกนี้ด้วยล่ะกัน

การใช้คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษแบบที่ออกเสียงให้ได้ใกล้เคียงกับภาษาต้นฉบับ มันไม่ใช้อะไรใหม่สำหรับผมนะอย่างนิยายของ สโมสรหนังสือรหัสคดี หลายๆ เรื่องเขาก็ใช้มาตั้งนานแล้วเช่น

  • ปีเตอร์ -> ปีเต้อร์
  • ปารค์เกอร์ -> ป๊าร์คเกอร์
  • แอตแลนติส -> แอ๊ตแลนติส
  • นิวยอร์ค -> นิวย้อร์ค
  • ไบแซนไทน์ -> บีแซนไทน์
  • เสื้อเชิร์ต -> เสื้อเชิ้ร์ต
สำหรับคนที่มีการศึกษาส่วนใหญ่ในประเทศที่พอเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว แล้วชินกับคำที่เคยใช้มาก่อนจึงดูเป็นเรื่องแปลกๆ แต่ลองจินตนาการถึงเด็กไทยที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษหรือฝรั่งที่หัดเรียนภาษาไทย ว่าภาษาเขียนมันเป็นแบบนี้แต่ตอนอ่านมันเป็นอีกเสียง/วรรณยุกต์นึงไปเลยเช่น เราเขียนว่าไอแพด แต่เราออกเสียงว่าไอแผ่ด ซึ่งปัญหาก็คือราชบัณฑิตฯ ดันไม่รีบเข็นคำพวกนี้มาใช้ตั้งแต่แรก พอจะมาเปลี่ยนคำทีก็จะมีแรงมหาศาลฉุดรั้งไว้ไม่ให้เปลี่ยน

โดยส่วนตัว ผมนิยมชมชอบคำพวกนี้ในเชิงวรรณกรรมนะ สวยงามดีและถอดเสียงได้ใกล้เคียงกับภาษาต้นฉบับ(ถูกจริตตัวเอง) แต่ให้ใช้เขียนก็คงไม่อยากจะเขียนสักเท่าไหร่เพราะมันเป็นอะไรที่ ฟุ่มเฟือยมาก ในทาง computer ก็คงเปลืองไบ้ต์เยอะขึ้น ถ้าใช้ใน twitter ด้วยล่ะก็พิมพ์แค่สองสามคำก็คงเต็ม 140 ตัวอักษร ยิ่งธรรมชาติของภาษาไทยก็เป็นภาษาที่ฟุ่มเฟือย เปลือง วุ่นวาย และช่างประดิดประดอยอยู่แล้ว

การกระทำของราชบัณฑิตครั้งนี้ ผมจึงคิดว่าไม่ใช้เรื่องไร้สาระ แต่มัน(อาจจะ)เสียเวลาเปล่าก็เท่านั้นเอง เอวังด้วยประการฉะนี้…