Choose Wisely

เมื่อวานมีเรื่องที่ต้องทำธุรกรรมออนไลน์ พอดีว่าตัวเว็บก็มีสกุลเงินให้เลือกหลากหลาย เลยทำการเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินที่อ่อนค่ากับไทยบาทมากที่สุด โดยเทียบอัตราแลกเปลี่ยนจากบัตรที่ใช้ (ในที่นี้คือ Visa) แล้วบวก fee ไปอีก 2.5% แล้วก็ลองเทียบกับ Google ดูอีกรอบ โดยใช้คำค้น “1000 yen to thb” ในกรณีสกุลเงินเป็นเยน

ผลคือประหยัดไป 6000 กว่าบาท ถ้าเทียบกับการจ่ายสกุลเงิน USD ที่แข็งข้อค่ากับเรามาก

Advertisements

Book Depository: อีกทางเลือกสำหรับ(หนอน)หนังสือนอก

ตามนิสัยอันเคยชินของวัฒนธรรมเรา “ต้องเห็นของก่อนแล้วค่อยซื้อ” เวลาซื้อหนังสือก็เช่นกัน ถ้าจะซื้อหนังสือภาษาอังกฤษอะไรมักจะไปยืนอ่านที่ Asia Books หรือไม่ก็ Kinokuniya แต่หลังๆ มานี้ใช้ goodreads เลยมั่นใจในระบบรีวิวในระดับนึงเพราะมันมาจาก user community (แต่เพิ่งถูก Amazon ซื้อไป =_= ) เพราะฉะนั้นหนังสือบางประเภทก็ซื้อเลย ไม่ต้องไปยืนอ่าน พอดีได้ยินชื่อ The Book Depository มาสักพักแล้ว (ถูก Amazon ซื้อไปเมื่อปี 11) และพอดีต้องการจะสั่งซื้อหนังสือ the sketchnote handbook ลองไปเช็คราคาที่ Kino อยู่ที่ 1400 แต่ถ้าเป็น Book Depo จะอยู่ที่ 1000 (ลดราคาอยู่) เลยถือโอกาสลองสั่งเลย

สั่งวันที่ 19 สิงหา ยืนยันสั่งซื้อวันที่ 21 ของมาถึงวันที่ 2 กันยา ใช้เวลา 13 วัน ตัวเว็บแจ้งไว้ใน delivery options ว่า

All other countries: 7-10 business days

เลทนิดๆ แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ แพ็คเกจที่ได้มาก็เป็นดังนี้

Book Depository ชำระค่าส่งแบบรายเดือน

หีบห่อข้างในหลังจากเอาหนังสือออกแล้ว

หีบห่อข้างในหลังจากเอาหนังสือออกแล้ว

จุดเด่น

  • ส่งมาที่ไทย ฟรี!
  • ถูก ถ้าขยันเช็คราคา
  • มีขายเครื่องเขียนด้วย เห็นบางทีมีลดราคา Moleskine

น่าสังเกต

  • ส่งช้า
  • ไม่สามารถติดตามของได้ เราจะรู้แค่ว่าหนังสือถูกส่งออกมาแล้ว แต่มาถึงเมื่อไหร่ไม่รู้

คิดว่าถ้าหนังสือบางเล่ม ถูกกว่า Kino คงจะสั่งซื้อช่องทางนี้ตลอดแล้ว

My Current Network 2014

เนื่องจากปีที่แล้วเราเตอร์ตัวเก่าที่ใช้อยู่ติด ๆ ดับ  ๆ และรีเซ็ทตัวเองทุกวัน เลยต้องหาเราท์เตอร์ตัวใหม่มาใช้แทน โดยมีข้อกำหนดสำหรับเราท์เตอร์ตัวใหม่ไว้ว่า

  • ต้องเป็น 802.11n
  • รองรับ dual band (2.4 และ 5Ghz) เพื่อลดปัญหาสัญญาณรบกวนจากข้างบ้าน
  • พอร์ท ethernet ต้องเป็น gigabit เพราะตัวเก่าเป็น 100BASE-TX ทำให้เชื่อมต่อไป  NAS ที่มีอยู่ได้สูงสุดแค่ ~10 MB/s

เล็ง Buffalo WZR-HP-AG300H-AP, Dlik DIR-826L, TP-Link TL-WDR3600 และ Asus RT-N65U ไว้ เดินวนหาอยู่ทั้งพันทิปดันได้ตัวที่หน้าตาเหมือนกับ Mac Pro มา

 

DIR-860L

DIR-860L

เจ้าตัว DIR-860L ราคาประมาณ 3,500฿ (ซื้อตอนพฤศจิกา 2013) ราคาและสเป็คเหนือกว่าที่คาดไว้ โดยมีสิ่งที่เพิ่มมาคือ

  • เป็น 802.11ac (draft) ความเร็วตามทฤษฎีอยู่ที่ 1.2Gbps (900AC + 300N)
  • มี USB 3.0 และ DLNA มาในตัว สามารถเสียบ hdd external ทำ NAS ได้อีกตัว
  • my dlink cloud ทำให้ดูและตั้งต่าระบบได้จากข้างนอก แต่ไม่ปิดไว้ไม่ใช้ (ฮา)

เท่ากับว่าตอนนี้ network แบบมีสายและไร้สายของตัวเองค่อนข้างจะทันสมัย ในอนาคต docsis หรือ fftx เข้าถึงบ้านในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ก็สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพไปได้อีก 5 ปีอย่างน้อย

#เรือเล็กควรออกจากฝั่ง : เพลงเพื่อชีวิตในคราบร็อค

ในฐานะติ่ง Bodyslam ที่ดีก็ต้องเอา single แรกมาเผยแพร่สักหน่อย ในเมื่อ 4 ปีที่แล้วก็โพสต์แบบนี้เหมือนกัน

อัลบั้มที่ 6 ของ Bodyslam ใช้ชื่อว่า dharmajāti ( ดัม-มะ-ชา-ติ ) เป็นภาษาบาลีแปลว่า ธรรมชาติที่มาก็น่าจะไปหากันเอาเองได้ ซึ่งตามปกติอัลบั้มที่ผ่านมาเพลงโปรโมทแรกมักจะเป็นเพลงเกี่ยวกับความรักทั้งหมด

  1. Bodyslam: ย้ำ หรือ อากาศ (ไม่รู้ว่าอันไหนออกก่อน)
  2. Drive: ความซื่อสัตย์
  3. Believe: ขอบฟ้า
  4. Save My Life: ยาพิษ
  5. คราม: คราม

แต่ในอัลบั้ม 6 เป็นเพลงเพื่อชีวิตอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง ซึ่งเป็นความอหังการของ Bodyslam และ Grammy ที่ต้องใช้ความเชื่อและความกล้ามาก ๆ ที่ใช้เพลงเปิดอัลบั้มเป็นเพลง ไม่ตลาด แถม ฟังยาก ในยุคสมัยที่เพลงไม่ได้ขายง่าย ๆ กำไรดี ๆ เหมือนแต่ก่อน ขนาดวงร็อคสากลดัง ๆ แนวเพลงคล้าย Bodyslam อย่าง Muse ที่เพิ่งออกอัลบั้มเมื่อปีที่แล้วยังใช้เพลงเปิดตัว Madness เป็นเพลงรักแนวลุ่มหลงเลย

ท่วงทำนองและคำร้องนั้น ดูเท่ หนักแน่น (แถมได้พี่โอม มาเป็นสมาชิกสักที) แต่ส่วนตัวคิดว่า ไม่ไหลลื่น จำเนื้อยากอีกต่างหาก ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนเรียนอยู่คงต้องบอกว่า ไม่โดน แต่ตอนนี้ช่วงชีวิตมาอยู่ในสถานะเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ twenty something ช่วงที่ถูกลอยแพออกมาจากพ่อ-แม่ ใช้ชีวิตเอง ไม่ได้ถูกกำหนดว่าต้องทำอย่างโน่นอย่างนี้อีกต่อไป และเป็นช่วงเริ่มต้นการหาความหมายและความสำเร็จของชีวิต เพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง กลับกลายเป็นเพลงที่ให้กำลังใจ และส่วนตัวก็ อินกับมันมาก ๆ (ถึงแม้ว่าจะติดหูไม่ง่าย) กลายเป็นว่ามาอินที่เนื้อเพลงมากกว่าดนตรี – ปกติจะสับกัน อินดนตรีมากกว่าเนื้อ

เหมือน Bodyslam อัลบั้มเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวตามกลุ่มเป้าหมายที่โตมาด้วยกัน (คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วง 80s กับ 90s) และกลุ่มคนฟังมีมากพอที่ถึงแม้จะออกเพลงโปรโมทที่ไม่ใช่แนวที่นิยมก็มีผลกระทบไม่มาก ซึ่งผลก็คือ 1.5 ล้านวิวภายใน 24 ชั่วโมง (คิดว่าน่าจะเป็นเพลงไทยที่ยอดวิวขึ้นเร็วทีสุดของวันแรกใน Youtube แล้วล่ะมั้ง) ขั้นต่อไปก็ปล่อยเพลงตลาด ๆ มาตรฐานสูงออกมา เท่านี้ Bodyslam ก็ยังรักษาความเป็นร็อคอันดับหนึ่งของประเทศอีกต่อไป ตอนนี้คิดว่าแนวของบอดี้แสลมก็คงเป็น ครึ่งร็อค ครึ่งเพื่อชีวิตตามไอดอลของพี่ตูนอย่างคุณอาแอ๊ด คาราบาว…

ป.ล. Bodyslam ตั้งแต่อัลบั้ม 3 ขึ้นมาก็มีเพลงเพื่อชีวิตอย่าง ความเชื่อ ชีวิตเป็นของเรา เสี้ยววินาที แสงสุดท้าย ฯลฯ อัลบั้มนี้แน่นอนว่า มาเต็ม ฮะ ในเมื่อซิงเกิ้ลแรกเป็นอย่างนี้ ส่วนตัวแล้ว ชอบ และ จะรอฟัง เป็นคนที่ฟังได้ทุกแนวอยู่แล้ว แม้แต่เพลง คิดฮอด ที่เด็กกรุงหลายคนแอนตี้ ผมยังชอบตั้งแต่ฟังครั้งแรกเลย

ดาวน์โหลดใน Apple Music Store – https://itunes.apple.com/th/album/reux-lek-khwr-xxk-cak-fang/id735984140?i=735984151

Lyric App for iOS & Spotify

ช่วงนี้หาทางฟังเพลงผ่าน Spotify ได้แล้วซึ่งตัว Spotify นั้นมีความสามารถในการติดตั้งแอพเสริมที่เป็น HTML5 อยู่ ซึ่งในบรรดาก็มีแอพอยู่ไม่กี่ตัวที่มีความสามารถดึงเอาเนื้อเพลง (lyric) มาได้ ซึ่งเงื่อนไขของผมคือมันต้องใช้กับ iOS ซึ่งก็คือ iPhone ที่ใช้อยู่ได้และเนื้อเพลงแต่ละท่อนต้อง sync กับช่วงเพลงที่เปิดอยู่ได้ (เอาไว้ฝึกร้องตาม ตอนไปคาราโอเกะจะได้ไม่ร้องผิด)

มีแอพอยู่ 3 ตัวที่น่าสนใจใน iOS คือ

  1. TuneWiki
  2. musiXmatch
  3. MetroLyrics

แต่เข้าที่สามารถใช้กับ Spotify มีแค่ 2 ตัวก็คือ TuneWiki กับ musiXmatch ซึ่งตอนนี้ก็ใช้ทั้งสองตัวมาเดือนกว่า ๆ ในท้ายที่สุดก็เลือก musiXmatch เป็นแอพหลักที่ใช้ในการฟังเพลงแบบมีเนื้อเพลง ซึ่งเหตุผลเลือกก็เพราะ

  • เนื้อเพลงครอบคลุมกว่ามาก (สำหรับเพลงที่ตัวผมชอบฟัง) ใน TuneWiki มักจะเจอปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เพลงที่มักจะถูกระงับไม่ให้ใช้ แต่ musiXmatch แทบจะไม่มีปัญหานี้เลย (ไม่รู้ไปคุยกับค่ายเพลงยังไง) ซึ่งเพลงในเครื่องมีแต่ของ B.o.B เท่านั้นทีมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์กับ musiXmatch

    ดึงปกที่อยู่ในเครื่องมาแสดงผลให้เลย

    ดึงปกที่อยู่ในเครื่องมาแสดงผลให้เลย

  • ดูเนื้อเพลงในโหมดแนวนอนได้ แถมมีภาพประกอบเป็นศิลปิน

    เอียงเครื่องให้นอนก็จะเห็นเป็นแบบนี้

    เอียงเครื่องให้นอนก็จะเห็นเป็นแบบนี้

  • (ของแถม) หาเพลงด้วยการฟังเสียงแบบ SoundTracking หรือ Shazam ได้ด้วย

    มีของแถมที่คาดไม่ถึง แอพอื่นก็ไม่มีด้วย

    มีของแถมที่คาดไม่ถึง แอพอื่นก็ไม่มีด้วย

ซึ่งใน Spotify มันก็ดึงรูปเดียวกันออกมา มีรูปศิลปินเป็นฉากหลังเหมือนกัน ซึ่งรูปส่วนใหญ่ก็สวยงามและทำให้รู้ว่าไอ้คนร้องเพลงนี้มันหน้าตาอย่างนี้นะ จะได้ไม่ต้องไปนั่งหาใน google อีกต่อไป ซึ่งต่างจากตัวแอพ TuneWiki ที่ไม่มีรูปอะไรเลยแถมหน้าต้องก็ค่อนข้างจืดชืด

รูปมักจะเป็นตอนเล่นคอนเสิร์ตซึ่งมักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นรูปพวกนี้มากนัก

รูปมักจะเป็นตอนเล่นคอนเสิร์ตซึ่งมักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นรูปพวกนี้มากนัก

ข้อเสียก็มีนิดหน่อยแต่ไม่ค่อยสำคัญมากคือ ใน iOS มันไม่สามารถกดเล่นเพลงแบบสลับ (shuffle) เพลงได้จากหน้า my music เหมือนกับแอพ Music ที่ติดมากับ iOS แต่นั้นก็แก้ได้ด้วยไปกดสลับเพลงที่แอพ Music ก่อนแล้วค่อยมาที่แอพ musiXmatch อีกที…

One Day with AIS 3G 2100 Mhz

พอดีเป็นพวกแรกที่มีโอกาสได้ใช้ AIS 3G ตัวใหม่บนคลื่น 2100 Mhz ที่ประมูลมาได้ ก็เลยเก็บภาพที่ทดสอบความเร็วแบบมาให้ดู โดยชื่อคลื่นจะเป็น 52003 ไปก่อน ต้องรอถึงวันเปิดอย่างเป็นทางการถึงจะเป็น AIS 3G ซึ่งก็น่าจะเร็วๆ นี้แหละ

ภาพแรก ก็คือที่บ้านอยู่แถวฝั่งธน โดยที่บ้านจะเป็นเขตอับสัญญาณของมือถือทุกค่ายอยู่แล้ว ความแรงของสัญญาณใหม่ก็เหมือนกับคลื่นเดิม ความเร็วขาดาวน์โหลดก็พอไปวัดไปวาได้ แต่ขาอัปโหลดเลวเหมือนเดิม

ภาพสอง อยู่ที่ทำงานซึ่งเป็นตึกสูง แถวเซ็นทรัลพระราม ๓ และตรงนี้เป็นหลุมดำของสัญญาณมือถือทุกค่าย (เลวร้ายกว่าที่บ้าน) เวลาจะโทรก็ต้องไปออกคุยที่ระเบียงโล่งๆ ความเร็วดาวน์โหลดและอัปโหลดถ้าดูแล้วอาจจะเข้าขั้นเลว แต่มันเอาไว้ท่องเว็บได้จากที่แต่ก่อนแทบไม่ได้เลย แถมความเร็วก็เท่าๆ กับ TrueMove H ของพี่ที่ทำงาน ตรงนี้น่าจะสอบผ่าน

ภาพสาม ตรงที่กินข้าวห่างจากออฟฟิศประมาณ 200 เมตร ตรงจุดนี้สำคัญที่สุดวัดความเป็นความตายกันเลยทีเดียว เพราะเป็นจุดๆ เดียวที่จำเป็นจะต้องใช้เน็ตจากคลื่นโทรศัพท์ เพราะที่บ้านและที่ทำงานมี wifi ให้อยู่แล้ว ผลที่ได้ก็โอเค พอใช้เช็คเมล เล่น facebook ได้ ความเร็วก็เป็นไปตามรูป

สรุปแบบลวก ๆ ได้ว่า จากที่คลื่นเก่าเข้าขั้นแย่จนถึงอัปปรีย์ (คงไม่แรงนัก ถ้าจะใช้คำนี้ในสภาวะปัจจุบัน) ก็กลับมาสู่ในสถานะที่ใช้งานได้ แต่ก็ต้องดูกันอีกยาวๆ มันอาจจะใช้ได้เพราะคนใช้งานยังไม่เยอะ หรือมันไม่เร็วเพราะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วล่ะ

จองหมายเลขทะเบียนรถ

คนบางคนถ้าจะมีรถเป็นของตัวเองนั้นสำหรับเขาอาจเป็นอะไรที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าหมายเลขทะเบียนเลือกเลขได้เองก็จะดี ดีกว่ายื่นเรื่องให้โชว์รูมรถจัดการเอง บางคนถ้าเลขไม่ตรงหรือเป็นกาลกิณีก็ต้องมานั่งแก้ให้วุ่นวาย ซึ่งวิธีการจองป้ายทะเบียนรถเองเดี๋ยวนี้ก็ทำได้ง่ายมาก ๆ ซึ่งในเว็บกรมการขนส่งทางบกก็มีการบอกหมายเลขทะเบียนที่เปิดให้รับจองเว็บโดยไปใช้ได้ที่ http://apps.dlt.go.th/vrtsdi/number.htm อย่างเช่น

เลขที่เปิดจอง

เลขที่เปิดจอง

หลังจากเล็งหมายเลขและหมวดอักษรที่ต้องการได้แล้วก็ไปในวันเวลาที่เขากำหนด ณ กรมขนส่งจังหวัดที่ต้องเองซื้อรถ สำหรับประเทศกรุงเทพฯ ให้ไปที่กรมการขนส่งทางบก อาคาร ๒ ชั้น ๕ ตรงจตุจักร หาไม่ยากนักเพราะอยู่ติดกับรถไฟฟ้าเลย ซึ่งการจองเองนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งที่ต้องเตรียมไปคือ

  • บัตรประชาชนของเจ้าของรถเท่านั้นพร้อมสำเนาที่ลงชื่อรับรองเอกสารแล้ว

ใช้บัตรประชาชนแค่อย่างเดียวไม่ต้องใช้ใบขับขี่ ในกรณีที่ซื้อแค่คันเดียวไม่ต้องรอได้รถก่อนก็ได้ สามารถไปจองได้ทุกเมื่อ
Read More