Black Bear Canada: ณ นครแวนคูเวอร์ ๒

ความเดิมตอนที่แล้ว

  1. ขอวีซ่าท่องเที่ยวแคนาดา
  2. การเดินทางที่แสนยาวนาน
  3. บนยอดเขาอันหนาวเหน็บ
  4. ณ นครแวนคูเวอร์ ๑

Vancouver นั้นอารมณ์ค่อนข้างคล้าย ๆ กับ San Francisco คือ อยู่ติดทะเล อากาศเย็นสบาย ไปไหนมาไหนง่าย เอเชียอาศัยอยู่เยอะ มีจุดมืดเถื่อนอยู่บ้างแต่น้อย

Vancouver-51

ที่นี่รถหรูเพียบ Acura Infinity Lexus จอดและวิ่งกันเต็มเมือง

Vancouver-100

ช่วงที่ไปก็พอดีกับเป็นช่วง World Cup 2010 นัดชิงพอดี ซึ่งปีนั้นเสปนได้แชมป์ก็เลยมีธงเสปนเต็มไป แถมสาวเสปนหน้าต่าน่ารักมาก ๆ

Vancouver-104

Vancouver-81Vancouver-83

Vancouver-84

โปรดติดตามตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้ หรือจะไปดูรูป (และเอาไปใช้ได้ฟรีแต่ต้องให้ที่มา) กันได้ที่  BKK -> Whistler & Mozilla Summit 2010 และ Vancouver, Canada

Jurassic World

jurrasic-world

Jurassic World ไม่ใช่หนัง thriller ดิบ ๆ เหมือน Park ภาคแรก แต่เป็นหนัง action – comedy ที่มีตา Chris Patt เป็นคนนำ ฉากฮา ๆ เริ่มตั้งแต่ต้นเรื่อง (อุทานออกมาเบา ๆ ว่า สัตว์) แล้วยิงใส่มาตลอด ฉากไดโนเสาร์ทำได้น่าตื่นตาตื่นใจดี (ควรจะดู imax หรืออะไรก็ได้ที่จอใหญ่ๆ ) มีฉากและคำพูดที่คาราวะภาคต้นไว้เพียบ แต่ก็มีบนทสนทนาในหนังพูดไว้ “ไดโนเสาร์แบบธรรมดาๆ คนมันไม่ตื่นเต้นหรอก น่าเบื่อเหมือนคนมาดูสวนสัตว์ เราต้องหาอะไรใหม่ๆ ให้ลูกค้า” พอเอามาเปรียบกับหนังมันก็ใช่ กราฟิกสมัยนี้ทำไดโนเสาร์ให้เนียนขนาดไหนก็ได้ ไม่เหมือน 20 ปีก่อน ถ้ายึดติดกับภาคต้นมันก็เหมือนเดิม คือตอนนี้มันต้องฝากความหวังที่บทและตัวนักแสดง ภาคนี้เลยหาอะไรใหม่ ๆ ใส่เข้าไปซึ่งมันก็โอและกรุยทางสร้างภาคต่อไปได้ด้วย ดีแล้วที่ได้ตา Patt ที่ถูกโฉลกกับหนังแฟนตาซีแบบนี้

สรุปว่าน่าดู ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กฉากรุนแรงค่อนข้างเยอะ แต่เด็กวัยรุ่นดูได้ ผู้ใหญ่ก็ได้ระลึกความหลังวันวานด้วย ซึ่งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มผู้ชมหลักของหนังเลย ความสนุกก็น้อง ๆ Guardian of the Galaxy

Wearable Tech In My Opinion

Patti Maes Projects

เคยคิดจะซื้อ wearable พวก fitness tracker เหมือนกัน แต่หลังจากดูข้อมูลมา ข้อมูลที่ track มันก็ไม่ได้ตรงเป๊ะอย่างที่ข้าพเจ้าอยากจะได้ (ณ เทคโนโลยีตอนนี้ อนาคตไม่แน่) ส่วนตัวคิดว่า fitness tracker มันเอาไว้สร้าง awareness กระตุ้นการขยับแข้งขาออกกำลังกายเสียมากกว่า จากคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ก็หันมาออกมากขึ้น เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด behaviour modification

แต่ตามไลฟสไตล์ของตัวเองก็เข้า fitness ทุกอาทิตย์อยู่แล้ว และ track กิจกรรมด้วย fitness app เอา เลยไม่ต้องกระตุ้นอะไร อยากได้อุปกรณ์เฉพาะทางมากกว่า สิ่งที่ขาดและอยากได้ตอนนี้คือ heart rate monitor watch แบบแม่นๆเพื่อกำหนด target zone ในการออกกำลัง ปัญหาคือไอ้ของพวกนี้มันราคาแพงไปนิด >5,000฿ (。•́︿•̀。)

ป.ล. ตามหมอผิงมาพักใหญ่ ใครมี twitter แนะนำให้ติดตาม @thidakarn แกทวีตหลากหลายมากส่วนใหญ่ก็เรื่องการออกำลังกาย ความสวยความงาม อาหารการกิน

Choose Wisely

เมื่อวานมีเรื่องที่ต้องทำธุรกรรมออนไลน์ พอดีว่าตัวเว็บก็มีสกุลเงินให้เลือกหลากหลาย เลยทำการเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินที่อ่อนค่ากับไทยบาทมากที่สุด โดยเทียบอัตราแลกเปลี่ยนจากบัตรที่ใช้ (ในที่นี้คือ Visa) แล้วบวก fee ไปอีก 2.5% แล้วก็ลองเทียบกับ Google ดูอีกรอบ โดยใช้คำค้น “1000 yen to thb” ในกรณีสกุลเงินเป็นเยน

ผลคือประหยัดไป 6000 กว่าบาท ถ้าเทียบกับการจ่ายสกุลเงิน USD ที่แข็งข้อค่ากับเรามาก

Running is Challenging

พักหลังมานี้เอาจริงเอาจังกับสุขภาพตัวเองขึ้นมาก (ปีที่แล้วเพิ่งได้เข้า fitness centre เป็นครั้งแรก) และกีฬาที่ผมทำเป็นประจำก็คือ วิ่ง

Run free

การวิ่งเป็นกีฬาที่มีอยู่แค่ 3 อย่าง รองเท้า จิตใจ และร่างกาย เป็นกีฬาที่่ไม่ต้องไปหมกหมุ่นและเสียเงินเสียทองมากมายไปกับอุปกรณ์ เพราะสิ่งที่จะทำให้วิ่งเร็ว/ไกลขึ้นมันอยู่ที่จิตใจและร่างกาย วันไหนร่างกายพร้อมแต่จิตใจไม่พร้อมสมองมันจะบอกให้หยุดตลอดเวลา และในทางกลับกันร่างกายไม่พร้อมแต่จิตใจไหวมันก็วิ่งได้แต่พร้อมที่จะชนกำแพงได้ทุกเมื่อ… เป็นกีฬาที่ไม่มีอะไรเลยแต่หินเหลือเชื่อ

ป.ล. เพราะผมไม่มีเงินผมถึงเลือกที่จะวิ่ง

Smart

มนุษย์นี้มันช่างโง่เขลามัวแต่ทะเลากันเรื่องไม่เป็นเรื่อง ที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็เรื่องบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังออกมือถือตัวใหม่ ฝั่งที่ใช้มือถือบริษัทนี้อยู่ก็[อวย]นั้นโน้นนี้ ฝั่งที่ไม่ได้ใช้ก็[แซะ]นั้นโน้นนี้

This is funny on so many levels.

สู้เอาเวลามาวิเคราะห์ตัวเองว่า

  • สิ่งที่เราจะซื้อหรือใช้อยู่เราใช้แล้วได้ประโยชน์ไหม?
  • มันทำให้ขั้นตอนการใช้ชีวิตส่วนตัวหรือทำงานดีขึ้นหรือเปล่า?
  • สิ่งใหม่กว่ามันจะคืนกำไร(ในแง่ของความสะดวกสบาย)มากน้อยกับที่เราจ่ายไปหรือไม่
  • ฯลฯ

มีเรื่องให้คิดวิธีประโยชน์จากเทคโนโลยีอีกเยอะ อย่าไปสนใจและไปร่วมตามกระแสดราม่ามากนักเลย หันมาโฟกัสที่[ตัวเรา]แล้วใช้ smart technology มาเป็นตัวช่วยให้เราเป็น smart people ซะ…

Book Depository: อีกทางเลือกสำหรับ(หนอน)หนังสือนอก

ตามนิสัยอันเคยชินของวัฒนธรรมเรา “ต้องเห็นของก่อนแล้วค่อยซื้อ” เวลาซื้อหนังสือก็เช่นกัน ถ้าจะซื้อหนังสือภาษาอังกฤษอะไรมักจะไปยืนอ่านที่ Asia Books หรือไม่ก็ Kinokuniya แต่หลังๆ มานี้ใช้ goodreads เลยมั่นใจในระบบรีวิวในระดับนึงเพราะมันมาจาก user community (แต่เพิ่งถูก Amazon ซื้อไป =_= ) เพราะฉะนั้นหนังสือบางประเภทก็ซื้อเลย ไม่ต้องไปยืนอ่าน พอดีได้ยินชื่อ The Book Depository มาสักพักแล้ว (ถูก Amazon ซื้อไปเมื่อปี 11) และพอดีต้องการจะสั่งซื้อหนังสือ the sketchnote handbook ลองไปเช็คราคาที่ Kino อยู่ที่ 1400 แต่ถ้าเป็น Book Depo จะอยู่ที่ 1000 (ลดราคาอยู่) เลยถือโอกาสลองสั่งเลย

สั่งวันที่ 19 สิงหา ยืนยันสั่งซื้อวันที่ 21 ของมาถึงวันที่ 2 กันยา ใช้เวลา 13 วัน ตัวเว็บแจ้งไว้ใน delivery options ว่า

All other countries: 7-10 business days

เลทนิดๆ แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ แพ็คเกจที่ได้มาก็เป็นดังนี้

Book Depository ชำระค่าส่งแบบรายเดือน

หีบห่อข้างในหลังจากเอาหนังสือออกแล้ว

หีบห่อข้างในหลังจากเอาหนังสือออกแล้ว

จุดเด่น

  • ส่งมาที่ไทย ฟรี!
  • ถูก ถ้าขยันเช็คราคา
  • มีขายเครื่องเขียนด้วย เห็นบางทีมีลดราคา Moleskine

น่าสังเกต

  • ส่งช้า
  • ไม่สามารถติดตามของได้ เราจะรู้แค่ว่าหนังสือถูกส่งออกมาแล้ว แต่มาถึงเมื่อไหร่ไม่รู้

คิดว่าถ้าหนังสือบางเล่ม ถูกกว่า Kino คงจะสั่งซื้อช่องทางนี้ตลอดแล้ว